Edguy

posted on 13 Nov 2008 21:58 by rebirthera in Band-of-the-Week

แนวดนตรีเปลี่ยน ความฮาไม่เปลี่ยน คงจะเป็นคอนเซปต์ของวง Edguy ในขณะนี้ ที่เปลี่ยนไปเล่นดนตรีแนวเฮฟวี่เมทัลสนุกสนานแทนที่เมโลดิกเพาเวอร์ที่เมามันส์ ซึ่งแฟนๆส่วนใหญ่ก็ตั้งข้อสงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่เล่นแบบเดิมที่ขายได้อยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยนั้นและพูดถึงอัลบั้มใหม่ของวงกัน ว่าแล้วก็ไปพบกับโทเบียส ซามเม็ต โทรโข่งประจำวงเลยครับ

Q : หวัดดี Tobi จัง ทำไรอยู่ครับ

Tobias : นั่งอืดอยู่ว่ะ มีไรก็ว่ามาเลย

Q : งั้นขอสัมภาษณ์เลยแล้วกัน ต้องขอย้อนกลับไปที่งาน Wacken Open Air ตอนที่ Avatasia เล่นสดอยู่อะ ได้ข่าวว่าไมค์ของ Jorn Lande (นักร้องรับเชิญ อดีตวง Masterplan) ดับระหว่างร้องอยู่หรอ

Tobias : อ่อ จำได้ดิ 5555+ จำได้แม่นเลยล่ะ มันเป็นแผนชั่วของผมเองล่ะ ไอ้จ้อนมันเสือกร้องดีกว่าผมไง เลยแกล้งบอกฝ่ายเทคนิคว่าให้ลดเสียงไมค์มันลงหน่อย เดียวมันเด่นกว่ากู 55555 อะ....ล้อเล่น มันไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้นอะ ดูเหมือนว่าไอ้ช่องตัวเสียบไมค์มันมีปัญหาเองว่ะ แต่กว่าจะแก้กันได้ก้ปาเข้าไปครึ่งเพลงแล้วล่ะ สมนำหน้ามัน เสือกเด่นกว่าผมเอง 55555+

Q : แล้วทัวร์ของ Avantasia ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างล่ะ

Tobias : ออกแนวเหลือเชื่อว่ะ ผมยังจำวันแรกที่เล่นโชว์ในนามของ Avantasia ได้เลย ประมาน 10 นาที ก่อนโชว์จะเริ่มผมก็คิดในใจว่า "เฮ้ย กูคิดไงถึงขึ้นโชว์เนี่ย" คือ Avantasia นี่มันเหมือนไซด์โปรเจคที่ผมทำเล่นๆเท่านั้นเอง มันเลยรู้สึกประหม่าที่จะเอามาเล่นสดไง ไม่เหมือนตอนผมเล่นกับ Edguy ที่เราทุกคนเป็นเพื่อนกัน เวลาเล่นโชว์ก็เหมือนพวกเราเล่นกับเพื่อนสนิทของคุณ ถึงมีหลุดบ้างอะไรบ้างพวกเราก็ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงเกิดขึ้นในวงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ตอนผมร้องให้ Avantasia นั้นมันประหม่ากว่าเยอะ เพราะสมาชิกแต่ละคนในวงก็ไมได้เล่นด้วยกันบ่อยเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามดูเหมือนกระแสตอบนับวง Avantasia จะดี ยิ่งตอนที่ไปเล่นที่งาน Wacken Open Air นี่คือมหาสมุทรมนุษย์ชัดๆ  เรียกได้ว่าเป็นอีก ไฮไลท์หนึ่งในชีวิตผมเลยก็ได้มั้ง

Q : ขนาดนั้นเลยหรอ

Tobias : จะว่าแบบนั้นก็ได้มั้ง แต่ก็ไม่ใช่ที่สุดในชีวิตผมหรอกนะ เพราะคนเราทุกคนก็มีช่วงเวลาที่เป็นไฮไลท์ของชีวิตอยู่เพียบ ความสำคัญก็ขึ้นอยู่กับกรณีด้วย อย่างตอนผมคลอดจากท้องแม่นั่นก็ไฮไลท์นะ เพราถ้าไม่มีวันนั้นก็คงไม่มีผมในวันนี้ หรือการได้เล่นเวทีเดียวกับวงที่ผมฟังมาตั้งแต่เด็กอย่าง Iron Maiden หรือ Aerosmith หรือ ได้พี่ Alice Cooper มาเป็นแขกรับเชิญในอัลบั้ม ส่วนงาน Wacken Open Air นั่นก็เป็นไฮไลต์เหมือนกัน คงไม่มีทางที่เราจะได้เห็นคนกว่า 80000 คน กระโดดตามเพลงของพวกเราหรอก ภาพแบบนี้ผมเคยเห็นแค่ใน DVD เท่านั้นแหละ

Q : พูดถึง DVD วง Avantasia มีแผนจะทำมั่งมั้ยล่ะ

Tobias : อือ งั้นขอขายของหน่อยแล้วกัน 5555 จริงๆเราก็มีแผนจะทำ DVD ของ Avantasia อยู่ว่ะ ซึ่งตอนนี้มันยังเป็นวิดีโอแบบดิบๆอยู่เลย ยังไม่ได้มีการตกแต่งซาวด์หรือภาพอะไรมากนัก แต่ผมยังไม่รู้หรอกว่ามันจะออกมาเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้ก็ยุ่งมากๆกับอัลบั้มใหม่ของ Edguy ที่ชื่อ ‘Tinnitus Sanctus’ ผมเลยพยายามโยนความคิดเรื่อง Avantasia ลงส้วมไปก่อน แล้วหันมาสนใจอยู่แค่ Edguy เท่านั้นแหละ

Q : ผมว่าแฟนเพลงหลายคนก็รอคอยอัลบั้มของคุณอย่างใจจดใจจ่อนะ แต่ก่อนอื่นเลย ผมสงสัยว่ะ โดยเฉพาะเรื่องปกอัลบั้มเนี่ย มันทำให้ผมนึกถึงปกอัลบั้มชุด ‘Hellfire Club’ กับ ‘Vain Glory Opera’ คือประมานว่ารายละเอียดดูน้อยๆหน่อยทำนองเนี่ย

Tobias : อ่อ เข้าใจเระ ประมานว่า เสี่ยวๆหน่อยใช่มะ 5555+ คือยังไงล่ะ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงอารมณ์เอพิคๆนิดๆ ลึกลับนิดๆ คือถ้าคุณมองไปที่ปกอัลบั้มชุดใหม่ ก็จะเห็นว่าเฮ้ย นี่มัน พระเยซูนี่หว่า แล้วทำไมมีเลือดออกจากที่หูด้วยว่ะ มันดูลึกลับน่าค้นหาจริงมั้ย 5555 ว่าเฮ้ย "ไอ้พวกห่านี่มัน พยายามสื่ออะไรว่ะ แต่แม่งก็ตลกดีนี่หว่า5555" ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรหรอก นี่ก็คืออัลบั้มแบบ Edguy ที่มีหลายอารมณ์ไม่ว่าจะเป็น สนุก ตลก ซีเรียส ลึกลับ น่าค้นหา ทำนองนั้นล่ะ

Q : มีเพลงนึงชื่อว่า Aren't You A Little Pervert Too ไอ้คนวิตถารในเพลงนั่นหมายถึงตัวคุณป่าว

Tobias : 5555555555555555555+ ผมเนี่ยวิถารตัวพ่อเลยล่ะ  แต่ในเพลงมันพูดถึงคนวิตถารคนนึง ไม่เกี่ยวกับผม 55555+

Q : อืม สงสัยอย่าง ทำไมต้องเอาพระเยซูมาเป็นปกด้วย

Tobias : อ่าว ทำไมล่ะ ก็ชืออัลบั้ม ‘Tinnitus Sanctus’ มันฟังดูคล้ายๆกับคำว่า “Spiritus Sanctus” ที่แปลว่าพระจิตไง ก็เลยคิดว่าเจ๋งดี ที่เอาพระเยซูมาขึ้นปกแถมมีเลือดออกจากหูอีก อารมณ์แบบลึกลับๆ Stigmata ทำนองนั้นล่ะ ที่จริงมันก็มีรูปปั้นพระแม่มารีเลือดออกจากหูด้วยเหมือนกัน ผมก็เลยเอารูปพระเยซูเลือดออกจากหูมามั่ง และมันก้เหมาะกับชื่ออัลบั้มนี้ดี 

Q : แล้วเนื้อหาในชุดนี้มันพาดพิงถึงศาสนาด้วยรึป่าว ผมฟังเพลงที่ชื่อว่า ‘The Pride Of Creation’ ก็เหมือนเอานักร้องในโบสถ์มาผสมเมทัลเลย

Tobias : ไม่หรอก คิดมากไปแล้ว มีหลายคนตั้งแง่กับพวกเราทันทีที่รู้ว่าพวกเราเอาภาพพระเยซูขึ้นปก แต่คุณก็รู้ว่าพระเยซูนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่เราเอามาเล่นตลกไม่ได้ แต่จะว่ายังไงดีว่ะ คือถ้าพระเยซูจะทำอัลบั้มแล้วเอาภาพผมไปทำเป็นปกอัลบั้ม มันก็คงตลกดีจริงมั้ย 55555+ คือพระเยซูท่านฉลาดกว่าผมเยอะ ท่านดูแวบเดียวก็น่าจะรู้ว่าพวกเราไม่ได้มีเจตนาจะเอาท่านมาดูหมิ่นดูแคลน ผมว่าถ้าท่านเห็นก็คงหัวเราะกลิ้งด้วยซ้ำ เพราะเพลงของ Edguy นั้นส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องสนุกๆนะ เราเลยอยากเอาศาสนามาทำให้เป็นเรื่องสนุกบ้าง ออกแนวธรรมะ delivery ดีมั้ย 5555+ ผมว่าอารมณ์ขันเป็นสิ่งที่ดีตราบใดที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และพระเยซูเองก็คงรู้สึกดีที่อัลบั้มที่ใบหน้าท่านเป็นปกอัลบั้มที่ทำให้คนมีความสุขได้ขนาดนี้ ส่วนเพลง ‘The Pride Of Creation’ นั่นเกี่ยวกับว่าพระเจ้าเป็นศิลปิน ถ้าพระเจ้าสร้างศิลปะท่านก็คงเพี้ยนน่าดู ดูจากโลกใบนี้ที่ท่านเป็นคนสร้าง ผมว่าท่านก็คงมีอารมณ์ขันบ้างไม่มากก็น้อย

Q : แล้วที่พระเยซูเลือดออกจากหูนี่ เพราะฟังเมทัลรึป่าว

Tobias : 555555 ใช่ๆ เห็นมะตลกจะตาย เพราะเพลงของพวกเราโหดสัดเลยว่ะ แรงมากๆด้วย ขนาด Manowar ยังอายจนต้องซุกกล้ามหนีเลย 555555+

Q : ผมว่าในแวดวงเพาเวอร์เมทัล คุณเป็นคนที่มีนำเสียงโดดเด่นเอามากๆเลยนะ คิดว่ายังมีใครบนโลกนี้ที่ฟังแนวนี้แล้ว จำเสียงของคุณไมได้บ้างมั้ย

Tobias : อ่า ไม่รู้ว่ะ ผมว่าก็คงมีคนที่จำเสียงผมไม่ได้บ้างล่ะ อาจจะเพราะว่าผมชอบพูดมากกว่าร้องก็เป็นได้ 555

Q : ช่วง 2-3 ปีมานี่คุณพัฒนาเสียงร้องไปเยอะมาก จากที่นุ่มๆแบบ เมโลดิกเมทัล ไปสู่ดุดัน แข็งกร้าวแบบ ร๊อคแอนด์โรล คุณทำได้อย่างไร 

Tobias : อนาคตเดียวผมจะร้องเสียงแบบ Lemmy ให้ดู 5555+ มันก็เป็นพัฒนาการน่ะ ตอนผมเด็กๆผมก็อยากร้องเสียงสูงๆ เรนจ์กว้างๆ แบบ Michael Kiske ให้ได้  ซึ่งนั่นก็คงเป็นสิ่งที่นักร้องเพาเวอร์เมทัลหลายๆคนต้องการ แต่พอร้องไปร้องมา อ่าวเฮ้ย ทำไมเสียงกูดันไปคล้าย Kate Bush ได้ว่ะ 55555+ ผมว่า Geoff Tate กับMichael Kiske คือพ่อแบบของนักร้องเพาเวอร์เมทัลบนโลกนี้หลายคน แต่พอผมแก่ตัวขึ้น ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากร้องเพลงเสียงสูงๆแบบนั้นอีกแล้ว ผมอยากร้องเพลงที่แฝงอารมณ์ ความรู้สึก และพลัง มากกว่าการร้องเสียงสูงๆได้เพียงอย่างเดียว นั่นหมายถึงต่อไปผมคงไม่ต้องขมิบตูดเพื่อตะเบ็งเสียงให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ อีกอย่างตอนที่ผมทำงานกับ Sascha Paeth (โปรดิวเซอร์) หมอนี่จะพยายามผลักดันคุณให้ร้องได้หลายๆแบบ เพราะ Sasha แกเบื่อพวกนักร้องที่พยายามตะเบ็งเสียงสูงๆโดยไม่จำเป็นว่ะ และผมค่อนข้างแฮปปี้กับสิ่งที่เขาทำนะ ตอนนี้ผมก็ยังร้องโน๊ตสูงๆแบบนั้นได้อยู่ เพียงแต่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องร้องแบบนั้นตลอดเวลาอีกแล้ว

 

Q : อืม เท่าที่ดู ผมว่า เวลา Sasha โปรดิวซ์วงไหน เขาก็จะใส่ความเป้นตัวของเขาเองลงไปด้วย แต่เท่าที่ผมฟังจากอัลบั้มชุดใหม่ของคุณ ผมกลับไม่รู้สึกเลยว่า Sasha เป็นคนโปรดิวซ์อัลบั้มชุดนี้ ผมหมายถึงว่า สมมุติว่าคุณฟัง Kamelot หรือ Angra คุณก็สามารถเดาได้ว่าโปรดิวเซอร์ที่ทำซาวด์แบบนี้ต้องเป็น Sasha แหง แต่กับอัลบั้ม ‘Tinnitus Sanctus’ นี้ผมไม่รู้สึกแบบนั้นเลยว่ะ

Tobias : มันก็แปลกดีนะ ถ้าคุณได้รู้จัก Sasha คุณก็จะรู้ว่ารสนิยมดนตรีไอ้หมอนี่เป็นยังไง ผมว่าอัลบั้มนี้มันใกล้เคียงกับเพลงที่ Sasha ชอบฟังอยู่มากทีเดียว วงดนตรีหลายวงที่เคยผ่านมือ Sasha มานั้นส่วนใหญ่จะรู้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่แล้ว และ Sasha ก็จะเป็นผู้คัดสรรไอเดียตรงนั้นออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างที่สุด อย่างเช่นถ้าคุณอยากได้เพลงเพาเวอร์เมทัล Sasha ก็จะให้เพลงเพาเวอร์เมทัลที่ดีที่สุดกับคุณถึงแม้เขาจะไม่ชอบเพลงพวกนั้นก็ตาม ในความคิดผม ‘Tinnitus Sanctus’  มีความเป็น Sasha มากๆทีเดียวและอาจจะมากกว่าวงเพาเวอร์วงอื่นที่เขาเคยโปรดิวซ์มาด้วย เพราะวงเพาเวอร์เมทัลพวกนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ หรือนำไอเดียเพี้ยนๆของ Sasha มาใช้เท่าไหร่ ผิดกับพวกเราที่ค่อนข้างฟรีสไตล์อยู่แล้ว พวกเราจึงไม่เคยกลัวการทำเพลงในทิศทางใหม่ๆเลย

Q : อ่าว แล้วพี่ไม่กลัวว่า ถ้าทำเพลงแบบฟรีสไตล์เกิน แฟนๆของ Edguy รับไมได้หรอ

Tobias : กลัวสิ 5555 ถ้าคุณทำอัลบั้มออกมาคุณก็อยากให้แฟนเพลงมีความสุขกับการฟังจริงมั้ย แต่ด้วยความสัตย์จริงผมคิดว่าการที่คุณจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ ตัวคุณเองก็ต้องมีความสุขด้วย เราคงมีความสุขไมได้ถ้าต้องคอยทำตามสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็นหรอก ผมว่าแนวคิดบางอย่างในแวดวงเมทัลทุกวันนี้มันงี่เง่ามากๆ โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์ต่อแฟนๆ ไอ้คำนี้มันคืออะไรล่ะ ผมเห็นวงดนตรีหลายวงพยายามกลับไปเล่นเพลงในแบบเก่าๆเพื่อเอาใจแฟนเพลงบางกลุ่ม หรือบางวงก็ทำตัวตามกระแสของดนตรีฮาร์ดคอร์ที่กำลังมาแรง เพื่อเอาใจแฟนเพลงกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ และก็ต้องเอาใจสื่อเพื่อที่จะได้คำวิจารณ์ในแง่บวกด้วย แม่งโคตรงี่เง่าเลยว่ะ เพลงเมทัลสำหรับผมมันไม่ใชเพลงที่ต้องมานั่งสนใจความต้องการของใครหรือคนนู้นคนนี้ มันคือเพลงที่ทำเพื่อสนองความต้องการของตนเองเท่าน้นล่ะ

Q : ก็จริงนะ ผมเห็นวงเก่าๆบางวงที่เคยเปลี่ยนแนวเพื่อเอาใจตลาดสมัยใหม่ หันกลับไปทำเพลงในแบบเก่าๆ เพราะกระแสของเพลงแบบนั้นเริ่มมาแรง (วงอะไรหนอขึ้นต้นด้วยตัว M) แต่กับ Edguy นั้นมันแตกต่างกันลิบลับเลยว่ะ พวกคุณเริ่มต้นจากการเป็นวงเพาเวอร์เมทัลสุดขั้วในยุคที่ดนตรีเมทัลซบเซา แต่พอมาถึงยุคที่ดนตรีเมทัลกลับมาบูม คุณกลับทำเพลงที่ออกห่างเมทัลออกไป 

Tobias : เวลาทำให้คนเปลี่ยนไปได้น่ะเพื่อน ไม่ว่าในทางที่ดีหรือทางที่ร้าย วงอย่าง Skid Row ตอนที่พวกเขาออกมาแรกๆนั้น ทุกคนก็ตั้งความหวังไว้เยอะว่าพวกเขาคืออนาคตของวงการนี้ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็ไม่ใช่ซะแล้ว คุณมองอนาคตของตัวเองในแวดวงนี้ไม่ออกหรอก สิ่งที่คุณทำได้อย่างเดียวคือการเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดโดยไม่สนใจกระแสรอบข้างเท่านั้นเอง

Q : ผมว่าอัลบั้มใหม่ของคุณมันก็มีส่วนผสมของพวก เมโลดิกและซิมโฟนิคในอัลบั้มแรกๆรวมกับซาวด์สมัยใหม่ในอัลบั้ม Rocket Ride แต่ผมเคยได้ยินคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า คุณไม่ค่อยชอบ Rocket Ride เท่าไหร่นี่

Tobias : จริงอยู่ว่า Rocket Ride เคยเป็นอัลบั้มที่มีความสำคัญกับพวกเรามากๆ ซึ่งสำหรับผมแล้วตอนที่ออกอัลบั้มนี้ออกมาใหม่ๆ ผมก็ภูมิใจกับมันมากๆเหมือนกัน แต่พอมานั่งคิดทบทวนกลับไปกลับมาแล้ว ผมว่าอัลบั้มชุดนั้นดูจะขาดความเป็นตัวของพวกเราเองเยอะทีเดียว แนวเพลงในอัลบั้มก็ดูกระจัดกระจายเกินไปหน่อย รวมถึงเนื้อหาในอัลบั้มนั้นก็ดูติงต๊องด้วย นั่นก็เพราะตอนที่เราทำอัลบั้มนั้นเราอยากจะแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเราไม่สนใจกระแสหรือกฎเกณฑ์อะไรทั้งนั้น แต่สำหรับ  ‘Tinnitus Sanctus’ พวกเราไมได้คึกคะนองแบบนั้นอีกแล้ว เราอยากทำอัลบั้มที่มีความเป็น Edguy ที่สุดเท่าที่จะทำได้

Q : ผมว่าทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ตทำให้คนฟังเพลงเยอะขึ้นมาก แต่ว่าสิ่งที่หดหายคือความละเอียดในการฟัง ซึ่งอัลบั้มของ Edguy นั้นครั้งแรกที่ผม Download มาฟัง ก็ต้องบอกเลยว่า ไม่ชอบซักนิด แต่พอฟังซ้ำไปซ้ำมาผมกลับชอบมันขึ้นมาได้ ผมว่าชุดนี้ต้องอาศัยการฟังหลายครั้งถึงจะชอบมันนะ แต่มันเป็นปัญหามั้ยในเมือ่แฟนเพลงทุกวันนี้ ไม่ค่อยมีเวลาจะฟังอัลบั้มๆหนึ่งหลายครั้งเพื่อซึมซับมัน

Tobias : หรอ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าอัลบั้มนี้จำเป็นต้องอาศัยการฟังซ้ำ แต่มันก็คงดีถ้าฟังรอบเดียวแล้วชอบเลย เมื่อวานผมก็พึ่งคุยกะแฟนผมเรื่องนี้มาเหมือนกันว่า สมัยผมเด็กๆกว่าจะได้ฟังอัลบั้มซักชุดมันใช้เวลามากๆในการเก็บตังซื้อ และก็ต้องฟังกลับไปกลับมาจนจะมีตังซื้ออัลบั้มใหม่ ถึงแม้อัลบั้มนี้มันจะห่วยก็เหอะ คุณก็ต้องยอมทนฟังมันไปเพราะเสียดายเงิน แต่ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น คุณสามารถฟังอัลบั้มเป็นสิบๆชุดได้ในวันเดียว ดังนั้นตัวเลือกในการฟังมันเลยเยอะขึ้น ความละเอียดในการฟังมันก็น้อยลง ผมจำได้เลยว่าเมื่อก่อนเคยซื้องานของ Alice Cooper ลองมาฟัง แล้วผมไม่ชอบเลยว่ะ งานแม่งโคตรขยะเลย ผมเลยโยนเทปไว้ข้างๆห้อง จนมาวันนึง มันไม่มีอะไรจะฟังแล้ว ผมก็เลยต้องเอามาฟังอีกจนได้ ฟังไปฟังมาผมก้เริ่มชอบอัลบั้มนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว มันเหมือนกะว่าในเมื่อคุณเสียตังไปแล้ว คุณก็ต้องฟังให้คุ้มเสีย ผิดกับเด็กสมัยใหม่ ที่ดาวโหลดมาฟังแล้วไม่ชอบก็ยังมีตวเลือกอื่นๆอีกมากมาย

Q : เมื่อกี้คุณบอกว่าคุณไม่ปิดกั้นไอเดียใหม่ๆ และอิทธิพลจากวงใหม่ๆใช่มั้ย แต่แปลกดีนะ เพราะผมได้ยินศิลปินเมทัลหลายคนบอกว่า ช่วงที่เขาทำอัลบั้ม เขาจะไม่ฟังงานของคนอื่น เพราะไม่ได้อยากได้อิทธิพลของวงนั้นวงนี้มามากเกินไป คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง

Tobias : ไร้สาระว่ะ ผมว่ามันก็แค่คำพูดยกหางตัวเองเท่านั้นล่ะ พวกเขาพยายามทำตัวเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ที่ไม่รับอิทธิพลจากใครรึยังไง การที่คุณทำวงดนตรี ยังไงคุณก็ต้องได้อิทธิพลของคนอื่นมาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานเก่าๆที่คุณเคยฟัง หรือวงที่คุณเคยออกทัวร์ด้วย ผมว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสุดๆเลยว่ะที่พูดแบบนั้น ไม่มีใครหรองที่แม่งคิดเพลงเองได้ โดยที่ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากไหนเลย อย่างน้อยแนวที่คุณเล่นมันก็คือเมทัลล่ะว่ะ หรือคุณจะพูดว่า ไม่เคยฟังเมทัลมาก่อน แต่ทำเพลงเมทัลได้ว่ะ 5555+

Q : คุณมีการกำหนดขั้นตอนในการทำอัลบั้มรึป่าว เช่น พวกทิศทาง หรือมีอะไรมั้ยที่พวกคุณจะไม่พยายามทำ เช่น กลับไปทำแบบเก่าๆ หรือยังไง

Tobias : ผมคิดว่าขั้นตอนการทำงานของพวกเราค่อนข้างอิสระนะ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่ตายตัว จะมีกฎข้อนึงก็คือเราจะไม่ทำเพลงลูกทุ่งแค่นั้นล่ะ 55555+ ล้อเล่นนะ จริงๆเราไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่าอยากให้ทิศทางในอัลบั้มเป็นไปทางไหน พอมาถึง ทุกคนก็เอาวัตถุดิบหรือไอเดียใหม่ๆมาแจมๆกัน ทุกอย่างเป็นไปโดยธรรมชาติ

Q : คำถามสุดท้ายแล้ว ตอนนี้คุณคิดว่า Edguy เดินหน้ามาในทิศทางที่สมควรเป็นแล้วหรือยัง 

Tobias : อืม คำถามนี้ดีแฮะ ผมก้ไม่รู้เหมือนกันว่ามันถูกทางรึป่าว อัลบั้มแรกของพวกเรา Kingdom of Madness ซาวด์แม่งโคตรห่วยเลย แต่ผมก็ยังภูมิใจกับอัลบั้มนั้นเพราะมันเป็นอัลบั้มที่ผมลงมือโปรดิวซ์และทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าไม่มีข้อผิดพลาดในอัลบั้มนั้นก็คงไม่มี Edguy ในวันนี้ ตอนที่ Vain Glory ออกมามันกลับประสบความสำเร็จมากๆทีเดียว ไม่ว่าพวกเราจะเดินทางมาถูกทิศรึป่าว แต่นั่นทำให้เรามีความสุขมากๆก้พอแล้ว เพราะความฝันของผมสมัยเป็นเด็กคือแค่การได้ทำวง แต่สิ่งที่ได้รับมันทำให้ผมเจอคนที่เป็นตำนานอย่าง Alice Cooper, Rudolf Schenker, Eric Singer และคนอื่นอีกมากมาย นั่นเป้นสิงที่เหนือไปจากความฝันของผม Edguy ยังคงพร้อมเดินหน้าต่อไปสู่ความท้าทายแบบใหม่ๆ ซึ่งผมคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว

Comment

Comment:

Tweet

ข้อคิดดีๆๆ เพียบเลยครับ สุดยอดมากๆๆๆ

#6 By Neverland (180.183.110.31) on 2011-03-05 10:56

EDGUY จงเจริญ

#4 By Power Metal (124.120.41.115) on 2009-03-20 20:05

ตามนั้น อิอิ Edguy ruleeeeee

#3 By P-H-P (124.121.236.104) on 2009-02-22 05:37

ขอบคุณสำหรับบทสัมภาษณ์ครับ ได้ข้อคิดหลายๆอย่างเลย ยังไงก็จะชอบ Edguy ต่อไป

#2 By Wech (58.64.90.87) on 2008-11-16 20:32

ยาวมากมาย นับถือ spirit การแปลอันสูงส่ง T^T

#1 By KIB (58.10.143.175) on 2008-11-16 15:48

Recommend