Grave Digger

posted on 08 Jan 2009 23:29 by rebirthera in Band-of-the-Week

เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้วที่ Grave Digger ยืนหยัดอยู่คู่วงการเมทัล แม้พวกเขาจะออกอาการเซไปบ้างในช่วงต้นยุค 90 แต่ก็เรียกว่าไม่เคยล้มหายตายจากไปจากวงการนี้เลย วันนี้เราได้ตัว Chris Boltendahl แกนนำหลัก คนแต่งเพลงและหัวใจของวง มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับอัลบั้มเต็มชุดที่ 13 ของวง Ballads of a Hangman รวมถึงเปิดใจเรื่องในอดีตอีกด้วย ใครสนใจอ่านก็เลื่อนลงมาได้เลยครับ

Q : สวัสดีครับ อัลบั้มใหม่ Ballads of a Hangman ออกมาเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง คุณช่วยเปรียบเทียบอัลบั้มนี้กับงานชุดที่แล้ว (Liberty or Death) หน่อยสิครับ

Boltendahl : สวัสดีครับ ถ้าคุณได้ฟังงานชุดใหม่ คุณจะรู้เลยว่ามันต่างจากในชุด Liberty or Death มากๆ อย่างแรกเลยในชุดนั้นเพลงมันค่อนข้างออกไปทางโปรเกรซซีฟ ดังนั้นเพลงจะยาวและมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งเป็นความพยายามของผมที่จะทำอะไรให้แตกต่างจากงานชุดเก่าๆที่เราเคยทำมา และผมค่อนข้างพอใจกับมันมากเลยแหละ แต่สำหรับ Ballads of a Hangman ผมไมได้อยากได้อะไรใหม่ๆแบบนั้นอีกแล้ว แค่ต้องการเพลงมันๆที่เอาไว้เล่นสดเท่านั้น และผมต้องการให้มันออกมาโอลสกูลมากๆด้วย นอกจากนี้เรายังได้มือกีตาร์คนใหม่คือ Thilo Hermann (ex-Running Wild) ทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆและริฟฟ์ที่แจ่มมากๆด้วย ถ้าให้ผมนิยามอัลบั้มชุดนี้ก็คงเป็น ง่าย มัน ติดหู และหนักแน่น

Q : งั้น Liberty or Death ก็เป็นงานทดลองของพวกคุณงั้นสิ ส่วน Ballads of a Hangman ก็เป็นงานในแบบตรงไปตรงมากลับสู่รากฐานเดิม แล้วทั้ง 2 อย่างนี่ชอบแบบไหนมากกว่ากัน

Boltendahl : Ballads of a Hangman อยู่แล้ว 5555+ เพราะผมอยากขายของน่ะ เอ้ย ไม่ใช่ 5555+ สำหรับผม Liberty or Death ก็ยังเป็นงานที่เจ๋งอยู่นะ เพียงแต่ว่ามันเป็นอัลบั้มที่เหมาะจะเอาไว้ฟังเวลาคุณอยู่บ้านเท่านั้นแหละ เพราะมันไม่ค่อยเหมาะจะเอามาเล่นสดเท่าไหร่ ผิดกับ Ballad of a Hangman ที่เหมาะเอาไปเล่นสดมากๆ

Q : ผลงานของพวกคุณแต่ละอัลบั้มโดยเฉพาะยุคหลังๆมีมักทำงานในลักษณะคอนเซปอัลบั้มสเกลใหญ่มาโดยตลอด เพราะงั้นชุดนี้เลยพยายาม Back to Basic หรือเปล่า

Boltendah : ก้เป็นเหตุผลนึงนะ อย่างชุด Tunes Of War กับ Knights of the Cross ผมพยายามทำออกมาให้เป็นคอนเซปอัลบั้มเกี่ยวกับยุคกลาง ทำมา 2 ชุดผมก็โคตรเบื่อยุคกลางแล้ว เลยต้องหาตำนานอื่นๆมาเขียนบ้าง ทำไปมากๆมันก็เบื่อเหมือนกัน ชุดนี้เราก็เลยพยายามกลับสู้รากเหง้าของเรานั่นก็คือยุค 80

Q : แต่ในชุด Ballads of a Hangman ดูเหมือนมันก็มีอารมณ์และบรรยากาศในแบบคอนเซปอยู่เหมือนกันนี่ หรือว่านั่นกลายเป็นลายเซ็นของทางวงไปแล้ว

Boltendah : ไม่รู้นะ เนื้อหาในชุดนี้ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความตาย อาชญากรรม ผู้หญิง แต่ละเพลงมันไม่เกี่ยวข้องกันเลยนะ แต่ที่คุณคิดว่ามีอารมณ์แบบคอนเซปอัลบั้มอาจจะเพราะซาวด์ละมั้ง แต่ถ้าคุณอ่านเนื้อร้องไป ฟังไป คุณจะรู้เลยว่า แต่ละเพลงมันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย

Q : ทำไมคุณชอบเขียนเพลงถึงความตายจังว่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วอิมเมจและดนตรีของวงคุณมันค่อนข้างโหดกว่าวงเฮฟวี่หรือเพาเวอร์วงอืนๆนะ เหมือนมีบรรยากาศของความตายตลอด

Boltendah : ผมก็ไม่รู้อีกนั่นละว่ะ แต่สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าความตายคือสิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนบนโลกใบนี้ คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะตายเมื่อไหร่และอย่างไร เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกทีคุณก็ตายไปแล้ว ผมเลยค่อนข้างหลงไหลกับความตายน่ะ แต่พวกเราไมได้ทำออกมาให้ดูซีเรียสแบบพวกวงเดธเมทัลหรอก อย่างคอนเซปอัลบั้มที่พวกเราหยิบยกมาก็ค่อนข้างเกี่ยวกับความตายอยู่แล้ว อย่างใน Tunes Of War ก้เป็นเรื่องราวของอังกฤษรบราฆ่าฟันกับสกอตแลนด์ หรือ Knights Of The Cross ที่เกี่ยวกับสงครามครูเซส นั่นก็ฆ่าอีก ส่วนอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง Liberty or Death ก็ไม่ต้องพูดเลย แค่ชื่ออัลบั้มก็มีความว่า "ตาย" อยู่แล้ว 555+

Q : มีคนตั้งแง่ให้กับปกอัลบั้มชุดนี้ว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือเปล่า ผมสังเกตเห็นว่า มันเป็นภาพของพระกำลังมองไปที่คนที่กำลังถูกแขวนคออยู่ แล้วมาสคอตของคุณ (the Reaper) ที่เป็นตัวแทนของความตายก็ยื่นกะโหลกให้พระองค์นั้น ดูยังไงมันก็ชวนคิดว่าคุณพยายามเสียดสีอะไรบางอย่างอยู่นะ

Boltendah : ในชุดนี้เราหยิบเรื่องศาสนามาพูดเหมือนกันนะ แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญว่ะ ตัวผมไม่เชื่อในศาสนาหรอกนะ แต่ผมเชื่อว่ามีอำนาจอะไรบางอย่างอยู่จริง ซึ่งมันไม่ใช่พระเจ้าหรืออะไรที่คุณนับถือหรอก และผมยังเชื่อชีวิตหลังความตายด้วย แต่ไม่ใชว่าตายแล้วผมจะฟื้นขึ้นมาบีบคอคุณได้นะ 5555 แต่ความตายอาจจะนำไปสู่สิ่งที่วิเศษบางอย่าง กลับมาที่หน้าปกอัลบั้มนะ คนที่คุณเห็นสวมเสื้อคลุมในปกนั่นไม่ใชพระนะ เป็นคนธรรมดานี่ล่ะ คอนเซปของปกนี้เกี่ยวกับว่า ยมทูตกำลังถามคนในภาพว่าก่อนตายเคยทำบาปอะไรบ้างก่อนที่ยมทูตจะจัดการปลิดชีพพวกเขา

Q : ได้ข่าวว่าชุดนี้คุณได้แขกรับเชิญคือ Veronica Freeman กระบอกสาวเสียงโหดจากวง Benedictum ด้วย ทำไมคุณถึงเลือกเธอมาร้องครับ

Boltendahl : อ่าใช่ เธอร้องในเพลง Lonely The Innocent Dies ซึ่งเป็นเพลงบัลลาดของพวกเราน่ะ ซึ่งผมก็รู้จักกับเธอตอนสมัยวงเราอยู่กับสังกัด Locomotive ส่วนเหตุผลที่เลือกก็ไม่มีอะไรหรอก แค่ผมชอบเสียงเธอเท่านั้นแหละ

Q : มีคำถามข้อนึงที่ผมคิดว่า แฟนเพลงหลายคนสงสัยเกี่ยวกับมาสคอร์ตของคุณที่ชื่อ The Reaper รู้สึกว่าจะเขาจะโผล่ครั้งแรกในชุด Symphony of Death ใช่มั้ย ทำไมคุณถึงต้องมีมาสคอตล่ะ

Boltendah : 55555+ ไม่มีอะไรมาก เราก็แค่อยากมีมาสคอตเหมือนที่ Iron Maiden มี Eddie นั่น่ละ ซึ่งเขามีตัวตนจริงๆคือมือคีย์บอร์ดของเรานั่นไง (มือคีย์บอร์ดของ Grave Digger แต่งตัวเป็นมาสคอตของวงเวลาพวกเขาเล่นสด) ผมว่ามันก็เป็นธรรมเนียมของเฮฟวี่เมทัลที่จะมีตัวมาสคอต

Q : มันทำให้คนจดจำวงของคุณง่ายขึ้นด้วยแหละ จริงมั้ย แต่มาสคอตของคุณจริงๆมันก็ไม่ได้ใหม่นะ เป็นตัว The Reaper ที่มีเขียนไว้ในประวัติศาสตร์ (หัวกะโหลกใส่ผ้าคลุม ถือเคียว) อย่างวง Children of Bodom ก็มี The Reaper เหมือนกันนี่

Boltendah : ก็บอกแล้วว่ามันไม่มีอะไรมาก 5555 มันก็แค่มาสคอตว่ะ อีกอย่างพวก COB มันไมได้มีมือคีย์บอร์ดเป็น The Reaper ซะหน่อยนี่ 5555+

Q : เป็นเวลาเกือบจะ 30 แล้วที่คุณอยู่ในวงการนี้ ตอนคุณทำวงใหม่ๆคุณเคยคิดฝันมั้ยว่าวันนึงคุณจะมาได้ถึงระดับนี้

Boltendah : จะบอกว่าช่วง 10 ปีแรกของอาชีพนักดนตรี ผมมักเมาเละเทะอยู่เป็นประจำ 5555+ ผมก้เคยคิดเล่นๆนะว่า อนาคตผมเป็น David Lee Roth ของเยอรมัน 5555+ แต่เอาจริงๆ ผมก็ไมได้คิดจังจังว่าผมจะอยู่ในวงการนี้ได้เกือบ 30 ปี แต่ผมก็ดีใจมากๆที่ทุกอย่างออกมาดีน่ะ

Q : ผมถามเรื่องนึงได้มะ คิดว่าแฟนคงอยากรู้อะ ทำไมช่วงนึง (1986) คุณตัดสินใจยุบ Grave Digger แล้วทำวง Digger ซึ่งงานค่อนข้างพยายามเข้าหาตลาดมาก คุณหมดความสนใจในดนตรีหนักๆแล้วหรอ แต่ดูเหมือนแฟนๆทุกคนก็ยังสนใจใน Grave Digger อยู่ตลอดเวลานะ

Boltendah : ผมขอสารภาพเลยว่า ชุดนั้นทำเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าล้วนๆ ซึ่งมันก็ออกมาเจ๊งสนิทเลยว่ะ 555+ เพราะแฟนๆเก่าของเราเกลียดแม่งมากน่ะสิ แต่ผมก็คิดว่าเพลงในอัลบั้มนั้นมันก็เจ๋งนะ เพียงแต่มันไม่ควรออกมาในนามของ Digger หรือ Grave Digger ตอนนั้นผมน่าจะเลือกชื่อวงอย่างอื่นที่มันแตกต่างไปจากสิ่งที่ผมเคยทำอยู่ในอดีต มันอาจจะเวิร์กกว่านี้ก้ได้

Q : คำถามสุดท้ายแล้ว อะไรที่คุณคิดว่ามันทำให้ Grave Digger สามารถยืนหยัดได้เป็นเวลานานขนาดนี้

Boltendah : แฟนเพลงแน่นอนอยู่แล้ว อีกเรื่องก็น่าจะเป็นความต่อเนื่องของการออกผลงาน ถึงแม้เราจะแขวไปบ้างตอนเปลี่ยนชื่อวงเป็น Digger แต่พวกเราก็ไม่เคยหายไปจากวงการเพลง มีผลงานของ Grave Digger ออกมาอยู่ตลอดเวลา และพวกเราก็ทุ่มเทให้กับโชว์ทุกโชว์อย่างเต็มที่ด้วย ดังนั้นถึงพวกเราจะแผ่วๆไปบ้างช่วงปลาย 80 แฟนเพลงก็ไม่เคยลืมพวกเราเลย ซึ้งผมต้องขอแสดงความเคารพต่อแฟนๆวงเราที่ติดตามมาโดยตลอด ขอบคุณครับ

Q : ลาแล้วครับมีอะไรทิ้งท้ายมั้ย

Boltendah : ก็คงเป็นอัลบั้มใหม่ของพวกเราล่ะครับ ลองซื้อมาฟังกันดู แล้วคุณจะรู้ว่าชุดนี้ทำออกมาเพื่อความเมามันโดยแท้จริง

 

 

Recommend