Avantasia

posted on 22 Apr 2010 18:31 by rebirthera in Band-of-the-Week

ในที่สุดอัลบั้มคู่ชุดใหม่ของ Avantasia ก็เผยโฉมออกมาแล้ว นั่นคือ The Wicked Symphony และ Angel of Babylonแต่ก่อนเราไปฟังมันก็ต้องอ่านบทสัมภาษณ์ของชายที่อยู่เบื้องหลังอัลบั้มคู่ชุดนี้ คงไม่ต้องเกริ่นอะไรถึงเขามากแล้วนอกจากไปอ่านกันได้เลยพวก

Q : โอเคเพื่อน ขอถามเรื่องการทำงานในอัลบั้มนี้ก่อนเลยนะว่า ตอนทำอัลบั้มนี้นายเริ่มงานจากไหนก่อนว่ะ เนื้อเพลง ดนตรี หรือมองหาแขกรับเชิญ

Tobias : ก็ทำมันไปเรื่อยๆว่ะ ไม่มีขั้นตอนห่าเหวอะไรหรอก ส่วนมากเพลงจะมาก่อนแล้วเราก็ค่อยเขียนเนื้อที่เข้ากับเพลงนั้น บางทีดนตรีก็ได้แรงบันดาลใจมาจากแขกรับเชิญที่ผมอยากให้เขามาร่วมงาน ตอนที่ผมรู้ว่า Michael Kiske จะมาเป็นแขกรับเชิญในอัลบั้มนี้ เพลง Wasteland ก็ผุดขึ้นมาในหัวเลยว่ะ ซึ่งมันเป็นเพลงที่เน้นเมโลดี้กับโน๊ตสูงๆ ส่วนกับ Bob Catley ในหัวผมตอนนันมีแต่เพลงของวง Magnumว่ะ คือที่ยกตัวอย่างมาเนี่ยเพราะต้องการให้เห็นว่าบางครั้งผมก็แต่งเพลงจากที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแขกรับเชิญเหมือนกัน แต่ส่วนมากดนตรีมาก่อน จากนั้นก็ตามด้วยเนื้อเรื่อง และเนื้อเพลงก็มาจากเนื้อเรื่องนั้น

Q : แต่อัลบั้มนี้ผมยอมรับเลยว่าคุณเชิญแขกมาเยอะจริงๆ มีการจัดการกับพวกนักร้องยังไงบ้างมั้ยว่ะ แต่ละตัวแม่งท่าทางอีโก้สูงทั้งนั้นนี่หว่า

Tobias :  ไม่ีมีปัญหาเหมือนที่เอ็งพูดมาเลยว่ะ เอาจริงๆนะไม่มีแขกรับเชิญคนไหนที่อีโก้สูงเลย พวกเขาอาจจะต้องมาทนกับอีโก้ส่วนตัวของผมมากกว่า ฮ่าๆ แต่อย่างที่พูดก็ถูกนะว่าพวกนักร้องมักอีโก้สูง แต่ถ้าเป็นอีโก้ที่มาพร้อมเหตุผล ผมก็รับได้ว่ะ

Q :  ในระหว่างทำงานมีนักร้องคนไหนที่ทำเซอร์ไพรซ์ให้บ้างมั้ย หมายถึงเขาทำงานได้ดีกว่าที่คาดหวังน่ะ

Tobias : Jorn Lande นี่ไง ตอนที่ทำงานกับมันในสตูดิโอ ผมก็คิดว่า "เยดแม่ง ไอ้นี่มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่กูทำมาอีกแล้ว แต่แม่งเจ๋งว่ะ" คือเวลาที่ผมให้ไกด์ไลน์มัน มันจะบอกว่า "เฮ้ย นี่ไม่ใ่ชเสียงกูว่ะ มาร้องแบบนี้กันดีกว่า" คือมันก็มีบ้าง แต่ส่วนมากแขกรับเชิญมักทำในสิ่งที่ผมเขียนมาแล้ว คือผมจะเริ่มจากร้องเพลงเป็นเดโมส่งไปให้นักร้องคนนั้นก่อนแล้วให้เขาไปออกแบบการร้องของเขาเอง ซึ่งมันออกมาดีกว่าที่ผมร้องเอาไว้ทุกคนเลยว่ะแม่ง แต่ก็ไม่ีมคนไหนที่มาเปลี่ยนเมโลดี้หรือดนตรีที่ผมเขียนนะ ไม่งั้นมันเจอตีนกูแน่ !

Q : ทำไมไอ้ Jorn Lande มันได้ร้องหลายเพลงนักว่ะ หรือว่ามันมีเส้น ?

Tobias : เพราะมันคือตัวเอกของเนื้อเรื่องในอัลบั้มนี้น่ะสิ อีกอย่างเขามีเสียงที่ดีด้วยว่ะ

Q : ตอนที่ผมฟังเพลงที่ Klaus Meine หรือ Tim Owen ร้อง ผมรู้สึกว่าพวกเขาร้องในสไตล์ของพวกเขาชัดเจนมาก แต่มันเข้ากับสไตล์ของ Avantasia ได้อย่างน่าประหลาด นี่คือสิ่งที่คุณคิดเอาไว้แล้วหรือมันบังเอิญออกมาเป็นงี้กันแนว่ะ

Tobias : เอาง่ายๆ กูเก่งว่ะ ฮ่าๆ ไม่หรอก ผมทำอัลบั้มมาหลายชุดแล้ว ผมพอรู้ว่าจะเอาเสียงร้องประมาณไหนให้ออกมายังไง พอถึงเวลาจริงๆมันก็ไม่ีมีปัญหาอะไร แ้ล้วพวกเขาก็ทำได้ดีกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีกนะ อย่าง Kluas Meine ทำผมอ้าปากค้างเลยแหละ

Q : มีแขกรับเชิญคนไหนมั้ยที่อยากให้มาร่วมงาน แต่พอถึงเวลาจริงๆแล้วคิดว่าเขายังไม่เหมาะกับงานนี้มั้ย

Tobias : มีแน่นอนว่ะ ผมเคยอยากให้ Tony Kakko จาก Sonata Arctica มาเป็นแขกรับเชิญ แต่สาเหตุที่เขาไมไ่ด้มาร่วมร้องกับเราเพราะเขายุ่งมากๆกับอัลบั้มใหม่ของ Sonata แต่ในอนาคตเราคงได้ร่วมงานกันเป็นแน่ จริงๆตอนนี้ผมก็มีในหัวมากมายเลยนะ ซึ่งเราคงได้เห็นคนเหล่านี้มาโผล่ในอัลบั้มชุดต่อไปแน่นอน ดังนั้นก็ติดตามกันต่อไป

Q : คุณมีแขกรับเชิญในฝันมั่งมั้ยครับ ที่ยังไม่เคยได้ร่วมงานกับเขาเลย เหมือน Arjen Lucassen ที่อยากให้ Alice Cooper มา่ร่วมงานกับเขา แต่ไม่สำเร็จน่ะ

Tobias : มีสิ Bruce Dickinson ไง ซึ่งตลกดีว่ะ คือ Arjen เขาอยากให้ Alice Cooper มาเป็นแขกรับเชิญ แต่กลายเป็นผมที่ได้เขาไป ส่วน Arjen กลับเคยร่วมงานกับ Bruce ซะงั้น ผมอยากได้เขามาเป็นแขกรับเชิญโดยตลอด แต่เขาก็วุ่นวายกับการขับเครื่องบิน ฮ่าๆ อีกอย่างคือเขาท่าทางไม่ค่อยอยากมาร่วมโปรเจคกับผมด้วย ก็เข้าใจแหละว่าเขาคงอยากใช้เวลาว่างในการขับเครื่องบินมากกว่ามาขลุกอยู่ในสตูดิโอกับผม เชอะๆ

Q : ถามสั้นๆเลย อัลบั้มนี้ทำไมบ้าโซโล่นักว่ะ

Tobias : มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แค่ผมคิดว่าใส่ไปแล้วคงดี มันก็ออกมาเองจากความรู้สึก ชุดนี้เราได้มือกีตาร์เทพมาถึง 3 คน คือ Sascha Paeth, Oliver Hartmann และ  Bruce Kulick คือทำไปทำมาผมก็รู้สึกว่าชุดนี้มันมีท่อนโซโล่เยอะมาก แต่ผมก็๋ไมไ่ด้ตัดมันออก เพราะมันเจ๋งมาก ในสตูดิโอมีการถกเถียงกันเรื่องกีตาร์โซโล่เยอะมาก ปกติถ้าคุณฟังพวกงาน Epic Metal หัวใจหลักๆของมันคือคีย์บอร์ดที่อลังการ การประสานเสียง แล้วก็เนื้อเรื่อง ส่วนกีตาร์โซโล่จะอยู่รองลงมา แต่พอผมคิดดูแล้ว ผมอยากทำให้อัลบั้มนี้มันมีท่อนโซโล่เยอะๆเพราะผมเติบโตมาจากเมทัล 80s ที่มีโซโล่เยอะๆว่ะ

Q : ผมว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นการนำเอาจุดเด่นของ 2 ชุดแรกผสมกับอัลบั้มที่แล้วเลย ผมว่านี่แหละคือบทสรุปของ Avantasia ที่ชัดเจน คุณเห็นด้วยมั้ย

Tobias :  ไม่นะ ผมว่าชุดนี้คืออัลบั้มที่สานต่อจากชุดที่แล้วคือ The Scarecrow มันก็ตลกดีเพราะคนอื่นก็พุดแบบนี้ แต่สำหรับผม ผมไม่เคยคิดจะหวนกลับไปทำเพลงแบบเดิมๆอีกแล้ว การกลับไปทำเพลงอบบเดิมๆคือการถอยหลังเข้าคลอง ผมไม่มีทางทำเพลงโดยยึดแนวทางเดิมๆที่เคยทำมาแน่นอน แต่มันก็แปลกดีที่หลายคนพูดเหมือนที่นายพูดเลยแฮะ

Q : หลังจากนี้มีแผนจะทำอะไรต่อไปครับ

Tobias : ก็ทำ Edguy ต่อน่ะสิ  เราจะออกทัวร์และก็ทำอัลบั้มใหม่ ผมกับคนในวงคุยกันตลอดแหละว่าเราจะทำงานไปเรื่อยๆ เราจะไม่เร่งให้เพลงมันออกมา ก็น่าจะประมาณช่วงพฤษภาคม - มิถุนายน นี่ล่ะครับที่เราะเริ่มคุยกันถึงอัลบั้มใหม่ของ Edguy ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเป็นงานที่เจริญรอยตาม Rocket Ride และ Trinitus Sanctus

Q : มีศิลปินหลายคนที่ยุบวงหรือเลิกทำเพลงไปหลังจากที่ออกงานมาสเตอร์พีซมาแล้ว Avantasia เองก็เคยทำงานระดับมาสเตอร์พีซออกมา แต่ทำคุณยังคิดจะสานต่อวงล่ะครับ ไม่กลัวมันเจ๊งบ้างหรอ

Tobias : ผมว่ามันไร้สาระมากที่จะเที่ยวฟังใครต่อใครบอกว่าคุณควรทำแบบนั้นแบบนี้ การที่คุณจะทำต่อหรือจะหยุดทำมันอยู่ที่ตัวของคุณเอง ไม่ใ่ช่เพราะใครอยากให้เป็น แบบนั้นมันงี่เง่าผมว่านะ ตัวผมเองชอบที่จะทำเพลงและทำ Avantasia ต่อไป ผมก็จะทำโดยไม่แคร์ว่าใครจะว่ายังไง ถ้าเกิดผมอยากทำเพลงฟิวชั่นแจ๊ส ผมก็จะทำถ้าอยากทำเหมือนกัน ถึงผมจะไม่ชอฟิวชั้นแจ๊สก็เถอะ ฮ่าๆ 

Q : คุณคิดว่าเนื้อเพลงในอัลบั้มนี้จะมีสิทธิเอาไปทำเป็นภาพยนตร์โดยมีคุณเป็นพระเอกมั้ย

Tobias : ไม่มีวัน จริงๆผมโคตรเกลียดการถ่ายทำ MV เลยว่ะ  หลายคนอาจจะคิดว่าผมเป็นพวกชอบพรีเซนตัวเอง แต่จริงๆผมโคตรเกลียดการออกหน้ากล้อง MV เพลง “Dying For An Angel” มันออกมาดีได้มี 2 เหตุผลคือ ผมได้ยืนร้องคู่กับ Klaus Meine อีกข้อคือผมแต่งตัวเหมือนชาร์ลี ในเรื่องชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลตไงล่ะ ฮ่าๆ

Q : สุดท้ายแล้ว คุณคิดยังไงกับการที่ Scorpion ประกาศว่าจะยุบวงหลังจากการทัวร์สนับสนุนอัลบั้มชุดล่าสุดครับ

Tobias : ตอนที่ทำงานกับผม Klaus ไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย คนที่รู้ข่าวคนแรกคือแฟนผม เธออ่านมันจากหนังสือพิมพืแล้วก็มาบอกผมว่า "ตัวเองรู้ข่าวนี้ยัง" สำหรับผมที่เป็นแฟนเพลงของพวกเขา ผมรู้สึกเสียใจมาก แต่ก็เข้าใจการตัดสินใจของพวกเขา ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจแบบนั้น หลังจากนั้นผมก็ได้คุยกับ Klaus เขาก็บอกว่าสมาชิกในวงก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่ การทำงานต่อไปอาจจะเป็นการทำลายตำนานที่พวกเขาสร้างเอาไว้ การจบมันตอนที่ยังอยู่ในจุดที่เหมาะสมนี่แหละดีที่สุด  

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบ The Scarecrow อ่ะ~

#2 By Siwawuth on 2010-06-07 13:45

ลุ้นเหมือนกันว่าจะเป็นยังไง แต่ปกโคตรสวย..

#1 By Pe (124.122.13.101) on 2010-05-21 18:59

Recommend