ฺBest of 2010

posted on 07 Jan 2011 11:23 by rebirthera in Special
หนึ่งปีที่ผ่านมาพวกเราได้ฟังเพลงกันเยอะมากๆ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่ทำให้หนึ่งคลิกของเราช่างมีความหมาย แต่ใ่ช่ว่าพวกเราจะดาวโหลดเอามันนะครับ การซื้อซีดีอย่างบ้าคลั่งก็ยังคงอยู่ในจิตใจของพวกเราอยู่และอาจจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากการรู้จักวงจำนวนมหาศาลผ่านการดาวโหลดนี่แหละ เอาเป้นว่าในรอบปี 2010 มีอัลบั้มไหนที่น่าสนใจบ้าง ทางเราขนมาให้คุณอ่านแล้วครับ
 
<[-I-Wisss-I-]>
 
 
Therion - Sitra Ahra
 
หลังจากเป๋กันไปพักใหญ่กับอัลบั้มครบรอบ 20 ปีของวงอย่าง Gothic Kabbalah กันแล้ว ทางคริสโตเฟอร์ จอห์นสัน และผองเพื่อนก็ต้องทำการบ้านมาใหม่เพื่อกลับมาทวงบัลลังก์ราชาแห่งซิมโฟนิคเมทัลให้จงได้ ซึ่งพวกเขาก็ทำสำเร็จในอัลบั้มนี้ที่นำสเน่ห์ที่เราหลงรักเกี่ยวกับ Therion กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการใส่ออร์เครสตร้ายิ่งใหญ่อลังการที่เคยหดหายไปในผลงานชุดที่แล้ว นอกจากนี้ยังนำเสนอดนตรีสลับซับซ้อนมีกลิ่นของพร็อกยุค 70s ข้นคลัก การกลับมาคราวนี้จึงไม่ใช่แค่การมาทวงบัลลังก์ แต่เป็นการถีบหน้าวงดนตรีวงอื่นที่เล่นในแนวทางเดียวกัน ทั้งยังประกาศให้โลกรู้ว่า "ข้าคือราชาแห่งซิมโฟนิคเมทัล"
 
 
Triptykon - Eparistera Daimones
 
หลังจากการประกาศแยกวง Celtic Frost เมื่อหลายปีที่แล้ว Thomas Gabriel Fischer ก็ง่วนอยู่กับวงใหม่ของเขานั่นคือ Triptykon และหลังจากฟอร์มกันมาซักพักก็ได้ฤกษ์วางแผงอัลบั้มแรกที่สร้างความฮือฮาด้วยการได้ศิลปินระดับโลกอย่าง HR Giger มาละเลงปกให้ ย่อมทำให้แฟนเก่านึกย้อนไปถึงยุครุ่งเรืองของ Celtic Frost ช่วงอัลบั้ม To Mega Therion เป็นแน่ แต่ Triptykon นั้นล้ำสมัยกว่าวงเก่าของเขามากด้วยการผสมผสานเมทัลหลากหลายแนวเข้าไว้จนกลายมาเป็นซาวนด์เฉพาะตัวที่มีกลิ่นอายของดนตรีอวองการ์ดเมทัลซึ้งนำคุณไปสุ่โลกอื่นได้สบาย ยิ่งการที่ทอมออกมาพุดว่าเขาไมไ่ด้คาดหวังอะไรกับ Triptykon เลย ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเขาแม่งถ่อมตัวเกินไปป่าวว่ะ
 
 
Burzum - Belus
 
หลังจากติดคุกอยู่ 15 ปีเต็ม Varg Vikernes หรือ Count Grishnackh ฆาตรกรผู้ปลิดชีพเพื่อนร่วมวงของเขาอย่าง Euronymous ก้ได้ออกมาเดินสูดอากาศหายใจนอกตารางเสียที พร้อมกับส่งอัลบั้มใหม่ออกมาให้เราฟังด้วยหลังจากห่างเหินจากการทำเพลงไปร่วม 10 ปี ซึ่งตัวงานที่เราทำสมัยอยู่ในคุกมันช่างมืดหม่น เศร้าสร้อย คงเหมือนอารมณ์ของเขาในตอนนั้น ต่างกับ Belus ที่มันช่างสดใหม่ราวปิศาจที่หลุดออกมาจากที่คุมขังเพื่ออาละวาดทำลายล้าง โดยส่วนตัวผมมองว่ามันเป็นงานที่ฟังง่ายที่สุดตั้งแต่เขาเคยทำมา แต่ก็ไม่วายยอดเยี่ยม เพราะถ้าไม่นับว่าชื่อหมอนี่เน่าเพราะฆ่าคน ไอ้วาร์กคืออัจฉริยะทางดนตรีคนนึงเลยก็ว่าได้
 
 
Fear Factory - Mechanize
 
หลังจากปัญหาเรื่องไลน์อัพอยู่พักใหญ่ ในที่สุดโรงงานสยองก็กลับมาจูบปากกับไอ้อ้วน Dino Cazares แล้วจัดการกำจัดจุดอ่อนอย่างที่แท้จริงอย่าง Raymond Herrera (กลอง) และ Christian Olde Wolbers (เบส) พร้อมเสริมทัพด้วยของหนักอย่าง Gene Hoglan ซึ่งผลให้อัลบั้มชุดที่ 7 ของพวกเขากลายเป็นงานที่โหดที่สุดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาด้วยการบลาสต์กลองเป็นพายุของ Gene แม้จะขาดสเน่ห์การเหยียบดับเบิลเบสของ Raymond ไปก็ตาม เรียกว่าเป็นอีกวงที่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้น่าชื่นชม ในขณะอีกครึ่งหนึ่งของ FF ที่โดนเนรเทศไปก้ไปฟอร์มวงชื่อ Arkaea ที่ดูแล้วคนละชั้นกับ FF เลย
 
 
Avenged Sevenfold - Nightmare
 
หลังจากการเสียชีวิตของ The Rev พวกเขาก็กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มที่ 5 โดยมาคราวนี้หนีบของหนักมานั่นคือ Mike Portnoy จากวง Dream Theater ที่ไม่รู้ติดใจอะไรพวกหนุ่มๆทั้ง 4 จึงยอมมาเป็นมือกลองชั่วคราว ส่งผลให้อัลบั้มนี้กลายเป็นงานที่ละเอียดที่สุดโดยเฉพาะพาร์ทกลองที่ไม่ทิ้งลายเสือร้ายอย่าง Portnoy อย่าได้มองว่าพวกเขาเป็นวงเด็กแนวที่หากินกับกะระแสเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะงานชุดนี้ต้องทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองได้แน่ๆ ภาคดนตรีค่อนข้างมืดหม่นรวมถึงเนื้อเพลงที่เศร้าสืบเนื่องมาจากความตายของเพื่อนซี้อย่าง The Rev นั่นเอง แต่หลังจากออกทัวร์ไปได้ไม่นานทางวงก็ต้องประสบปัญหาเดียวกับทาง DT คือการหามือกลองประจำต่อไป
 
 
James LaBrie - Static Impulse
 
ช่วงที่กำลังลุ้นว่าใครจะมาเป็นมือกลองของ Dream Theater มันทำให้พี่เจมส์ได้มีเวลากระดิกตัวมาทำโปรเจคส่วนตัวของเขาเสียทีหลังจากทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับเล่นหลายปี แต่กลับมาคราวนี้เขาก็หนีบเอาคู่หูคนใหม่คือ Peter Wildoer มือกลองจากเมโลดิกเดธนาม Darkane ที่กลายมาเป็นจิกซอว์ที่ช่วยเติมเต็มผลงานของเขาให้่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตัวเพลงในชุดนี้ออกไปทางเมโลดิกเดธอย่างชัดเจน อย่าได้คาดหวังความสลับซับซ้อนแบบ DT นะครับ เพราะมันไม่ีมีให้เห็นในอัลบั้มนี้เท่าไหร่หรอก น่าจะเหมาะกับคนชอบเมโลดิกเดธสลับเสียงร้องคลีนที่ออกไปทางโมเดิร์นมากกว่า
 
 
Nevermore - The Obsidian Conspiracy
 
หลังจากห่างหายไปถึง 5 ปี อัลบั้มล่่าสุดของสุดยอดวงจากอเมริกาก็ได้ฤกษ์วางแผงเสีย ตัวเพลงจัดว่าเบาที่สุดแต่ก็สวยงามที่สุดตั้งแต่พวกเขาเคยทำมา แฟนเก่าที่เคยชอบความดิบและหม่นในอัลบั้มก่อนๆอาจจะต้องทำใจนิดหนึ่งครับ แต่ถ้าลองฟังดูแล้วก็คงเข้าใจว่าพวกเขาพยายามนำเสนออะไร หน้าปกสวยงามโดย Travis Smith ยิ่งบ่งบอกว่ามันคืองานที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม
 
 
Daniel Lioneye - Vol. II
 
แม้ชื่อชั้นดูจะเป็นรองวงอื่นๆ แต่ Daniel Lioneyeคือ ยอดวงที่ตกสำรวจอย่างแท้จริงกับดนตรีอวองการ์ดแบลคทดลองไปกับซาวนด์ล้ำสมัยที่ฟังสนุกและสุดเพี้ยน กอปรกับเสียงร้องคลีนจิตหลุดที่ตัดสลับเสียงสำรอกได้อย่างลงตัว แต่ก็ไม่วายบลาสต์กันโหดๆสไตล์แบลคเมทัล เหมาะสำหรับคอแบลคที่เน้นความแปลกใหม่เป็นหลัก หรือจะพูดให้ถูกคือพวกเขาไม่ใช่วงแบลค แต่เป็นวงอวองการ์ดมากกว่า
 
 
Overkill  - Ironbound
 
ต้องยอมรับว่ากระแสแธรชเมทัลที่กำลังมาแรงในช่วง 2-3 ปีนี้ช่วยปลุกวิญญาณของเหล่าโอลสกูลแธรชเชอร์ให้กลับมามีไฟให้อีกครั้ง ซึ่งวงรุ่นใหญ่อย่าง Overkill ก็ไม่เว้นเพราะทำให้ไฟที่มอดไปในงานยุคหลังๆกลับมาติดอีกครั้งในอัลบั้มนี้ ทำให้คุณอมยิ้มได้แน่นอน เพราะถ้าไม่นับซาวนด์ที่คมชัดขึ้น ตัวงานแทบไม่ต่างจาก Overkill ในยุครุ่งเรืองเลย เรียกว่ากลับมาได้สมศักดิ์ศรีจริงๆ
 
 
Black Breath - Heavy Breathing
 
เราอาจจะไม่ค่อยพบเห็นงานลักษณะนี้จากสังกัดอย่าง Southern Lord เท่าไหร่ แต่ Black Breath คือวงแธรชหน้่าใหม่ที่ควรจับตามองที่สุดของสังกัดนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยการผสมผสานดนตรีแธรชเมทัลกับริฟฟ์กีตาร์แบบสวีดิชเดธ จนทำให้คุณนึกถึงว่ากำลังฟังวงอย่าง Entombed ผสมกับวงแธรชอย่าง Nuclear Assalut นี่ยังไม่นับบางเพลงที่มีริฟฟ์หนืดแบบสลัดจ์ตามสไตล์วงจากสังกัดนี้อยู่แล้ว ผมมองว่ามันเป้นงานที่สร้างสรรค์และน่าสนใจสุดๆประจำปี 2010 นี้เลยครับ สำหรับคอแธรชและคอสวีดิชเดธ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง  
 
 
 
Lilium
 
 
Grinderman - Grinderman 2
 
จริงๆแล้ว Grinderman นี่ไม่ใช่วงหน้าใหม่อะไรที่ใหนเลย แต่มันก็คือวง Nick Cave and the Bad Seeds ที่ถูกย่อส่วนลงมาเป็นสี่คนนั่นเอง ซึ่งโปรเจคต์นี้เป็นการสนอง Need ของตัวนิคในการทำดนตรีการาจร๊อค ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทุกเพลงในอัลบั้มทำออกมาได้มันส์เข็ดฟันแบบโคตรๆ เครื่องดนตรีทุกชิ้นบรรเลงบรรลัยใส่กันแบบหนักแน่นเต็มที่ไม่มียั้ง อักทั้งยังมีการสอดใส่บรรยากาศหลอนโอสถแบบไซคีเดลิกเข้ามาให้พอเมาๆกรึ่มๆกันด้วย งานนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟน Nick Cave หรือไม่ แต่หากคุณชื่นชอบเพลงร๊อคที่มีสีสันดนตรีจัดจ้านล่ะก็ งานนี้ไม่ควรพลาดจริงๆครับ
 
 
Raised by Swans - No Ghostless Place

เหนือคำบรรยายทั้งปวง สำหรับอัลบัมเต็มชุดที่สองจากแคนาเดี้ยนแบนด์ ที่แม้จะลดความเร่งเร้าในดนตรีจากชุดที่แล้ว จนแทบจะเหลือแต่เพลงนิ่งเนิบไปหมดทั้งอัลบั้ม แต่ด้วยดนตรีแบบนี้มันทำให้ความนิ่งเหงาเศร้าซึมถูกส่งผ่านออกมาได้อย่างงดงามและหยดย้อยกว่าที่เคย มันเป็นทำอัลบั้มที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าทำไมโลกเราม่างเศร้าได้ขนาดนี้วะ ...แล้วคุณก็จะตกหลุมรักมันได้ด้วยเหตุนี้แหละ

Heaven in Her Arms - Paraselene

อย่าให้ชื่อแนว Screamo ที่พะยี่ห้อไว้มาทำให้คุณหลงผิดว่าจะเจองานแบบ Underoath, Saosin หรือ Alesana เด็ดขาด เพราะเหล่าชายฉกรรจ์ผู้เก็บกดจากแดนอาทิตย์อุทัยกลุ่มนี้จะพาคุณไปเยือนโลกที่ดนตรีสครีโมอยู่ในฟอร์มที่ทั้งมืดหม่น เคร่งเครียด และเป็นศิลปะได้มากที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้ มันไม่มีความสนุกสนานในอัลบั้มนี้ มันมีแต่ดนตรีภาคดนตรียืดยาน หนักอึ้ง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความงดงามล่องลอยแบบสุดจะบรรยาย นอกจากนี้การหยิบยืมบรรยากาศหม่นหลอนของดีเปรสสีฟแบล๊คเข้ามาก็ยิ่งทำให้งานชุดนี้ขมึงเกลียวยิ่งขึ้นเป็นกอง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้กล่าวมานั้นได้ถูกส่งผ่านมาพร้อมเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดทรมาณ กลายเป็นงานเพลงที่จะทำให้วันดีๆของคุณแปรเปลี่ยนกลายเป็นนรกดำทะมึนได้ในชั่วพริบตาเลยทีเดียว

Deadhorse - We Can Create our own World

เพียงแค่อัลบั้มเต็มชุดแรก ก็ทำให้คอโพสต์ร๊อคทั้งหลายเนื้อเต้นกันไปตามๆกันแล้ว สำหรับวงหน้าใหม่แกะกล่องจากเพนซิลวาเนียวงนี้ ดนตรีโพสต์ร๊อคในแบบของพวกเขานั้นมีความเป็น Epic จัดแบบที่เราคุ้นเคยกันดีจากวงอย่าง Mono โดยจุดเด่นของพวกเขาคือซาวนด์ยิ่งใหญ่อลังการที่ถูกส่งผ่านมากับเมโลดี้สุดชอกช้ำชวนสิ้นหวัง ทำให้อัลบั้มนี้มีบรรยากาศแบบ Apocalyptic ฟุ้งกระจายอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีการสอดแทรกเสียงเปียโนและออร์แกนเข้ามาเพื่อสร้างความวิจิตรงดงามให้กับบทเพลงอยู่ตลอด ทำให้งานชุดนี้มีความโดดเด่นมากขึ้นด้วย ...ถึงแม้จริงๆแล้วมันจะไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เหนือความคาดหมายใดๆก้ตาม สำหรับมาตรฐานของดนตรีแนวนี้ แต่มันก็เป้นอัลบั้มโพสต์ร๊อคชั้นดีที่สามารถฟังได้ยาวๆต่อเนื่องทั้งอัลบั้มโดยไม่มีสะดุดเลยแม้แต่นิด 

Amia Venera Landscape - The Long Procession

เท่าที่เคยผ่านตาผ่านหูมา ก็มีโพสต์ฮาร์ดคอร์หลายๆวงที่พยายามทำงานเพลงให้แปลกใหม่ ฉีกหนีจากความซ้ำซากจำเจแบบเก่าๆ ซึ่งก็มีหลายวงที่ทำออกมาได้ดี และก็มีอีกหลายวงเช่นกันที่ทำออกมาได้ไม่ค่อยเข้าท่าเท่่าไร ...แต่สำหรับวงโนเนมจากอิตาลีวงนี้ สำหรับผมแล้ว พวกเขาคือเพชรในตมอย่างแท้จริง เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะพวกเขาจำงานฉีกกรอบได้อย่างงดงามหมดจดและลงตัวได้ขนาดนี้ งานดนตรีของพวกเขาคือหม้อจับฉ่ายแสนอร่อยที่จับเอาโปรเกรสสีฟเมทัลคอร์เนียนๆแบบ Between the Buried and Me มาปรุงร่วมกับส่วนผสมที่ล่องลอยของโพสต์เมทัล สอดแทรกด้วยแอมเบียนท์มืดหม่นที่มาเป็นแอมเบียนท์เนื้อๆจริงๆ ไม่ใช่แค่รองพื้น!!! โดยทั้งหมดถูกปกคลุมไว้ด้วยบรรยากาศที่เคร่งเครียดซีเรียสจริงจังอย่างเป็นธรรมชาติ การเรียบเรียงดนตรีของพกวเขาจัดว่าอยู่ในระดับเอบวก มีการผ่อนหนักผ่อนเบาเปลี่ยนอารมณ์กันอย่างรู้จังหวะเวลา อีกทั้งยังมีการแต่งแต้มท่วงทำนองสวยๆแบบไม่มีขาด ทำให้หลายๆเพลงที่ยาวเหยียดนั้นฟังเพลินจนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปแปปเดียวจริงๆ ...นี่คืองานดนตรีเอ็กซ์ตรีมรุ่นใหม่ที่เป็นความก้าวหน้าตามนิยามคำว่า Progressive อย่างแท้จริง เป็นตัวจริง และเสียงจริงครับ!!!

 

The Dilinger Escape Plan - Option Paralysis

บอกตามตรงว่าผมเพิ่งได้ฟังอัลบั้มชุดนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง ทั้งๆที่ผลงานมันออกมาได้นานพอสมควรแล้ว และผมก็ไม่ได้สนใจจะฟังมันสักที เำพราะจริงๆก็ต้องยอมรับว่าช่วงหลังๆผมค่อนข้างห่างเหินกับดนตรีประเภทนี้มานานพอสมควรทีเดียว ซึ่งหลังจากที่ได้ฟังครั้งแรกก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับมันสักเท่าไร จนเมื่อได้ฟังกลับไปกลับมาสองสามรอบ จึงได้รู้ว่ามันก็มีดีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน โดยดนตรีในชุดนี้ก็ยังคงเป็นแมธคอร์ที่เล่นกันด้วยไทม์ซิกเนเจอร์แปลกๆชวนให้มึนแบบที่เคยคุ้นเคยกันดี แต่สิ่งที่ดูจะเปลี่ยนไปบ้างก็คือ พวกเขาลดทอนก