Pandaemonium

posted on 08 Feb 2012 21:23 by rebirthera in Band-of-the-Week

หายหน้าหายตาไปถึง 7 ปีเต็มกับวงเพาเวอร์เมทัลจากอิตาลีที่เคยออกมาโลดแล่นอยู่ช่วงหนึ่ง รวมถึงเคยมีเทปขายในเมืองไทยผ่านทางสังกัด Dark Angel อีกด้วย แน่นอนครับ วงที่ผมกำลังพูดถึงคือ Pandaemonium ที่เงียบเป็นเป่าสาก จนเราคิดว่าเขาปิดอู่กลับบ้านเก่าไปแล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำเราเซอร์ไพรซ์กับอัลบัมใหม่ The Last Preyer ที่ออกมาให้เราฟังเม่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง วันนี้เราไปพูดคุยกับ Lorenzo แกนนำและมือเบสถึงที่มาที่ไปของการทำงานในอัลบัมชุดนี้กันครับ

Q : คำถามแรกคงเป็นคำถามที่คุณถูกถามจนเบื่อแล้วแน่ๆ แต่ผมก็คงต้องถามอยู่ดีว่า เกิดอะไรขึ้นตั้งแต่อัลบัม Return to Reality ทำไมวงถึงหายเงียบไปถึง 7 ปี ก่อนจะออกอัลบัม The Last Preyer ครับ

Lorenzo : ปัญหาหลักเลยคือเราทุกคนต้องทำงานประจำและอื่นๆอีกมากมาย เราจึงไม่สามารถโฟกัสไปที่ดนตรีตลอด 24 ชม. ได้ การบันทึกเสียงและทำทุกอย่างด้วยตัวเองจนออกมาเป็นเพลง 11 เพลงในอัลบัมชุดนี้กินเวลามากๆ ยิ่งถ้าคุณทำมันในเวลาว่างด้วยแล้วล่ะก็ แต่ก็นะ พวกเราอาจจะค่อนข้างทำตัวขี้เกีียจด้วย ฮ่าๆ แต่ผมสัญญาเลยนะว่าอัลบัมชุดที่ 4 ของพวกเราน่ะ ไม่ต้องรออีก 7 ปีหรอก ฮ่าๆๆ

Q : ทีเซอร์ไพรซ์คือ ทางวง Pandaemonium ไม่ได้เปลี่ยนไลน์อัพเลยแม้หายไป 7 ปี อะไรทำให้พวกคุณรักษาไลน์อัพนี้ได้แน่นแฟ้นขนาดนี้ครับ

Lorenzo : ไม่ใช่หรอก จริงๆ Pandaemonium มีการเปลี่ยนแปลงไลน์อัพมาโดยตลอดโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นตั้งวงใหม่ๆ แต่มันก็จริงที่เราไม่ได้เปลี่ยนไลน์อัพเลยแม้จะหายไปถึง 7 ปีก็ตาม ดังนั้นพลังในการเขียนเพลงของเราจึงแข็งแกร่งมาตั้งแต่เมื่อปี 2001 แล้ว กระนั้นเพลงทั้งหมดจะเขียนขึ้นโดยผมกับ Daniel และ Steve ผมว่ากุญแจสำหรับการคงรักษาไลน์อัพนี้คือ คุณเลือกคนที่รักในดนตรีจริงๆไม่ใ่ชแค่ทำมันเพื่อเป็นงานอดิเรก

Q : หลังจากหายไป 7 ปีกับอัลบัมชุดใหม่ The Last Preyer มันมีึความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตัวงานเยอะขึ้นมั้ยครับ แฟนๆสามารถคาดหวังอะไรจากมันได้บ้างครับ

Lorenzo : ผมว่า The Last Preyer เป็นอัลบัมที่มีความเป็นมืออาชีพกว่าที่ผ่านมา มันมีส่วนผสมของดนตรีตั้งแต่โฟลคยันแบล็คเมทัล มันหนักและมืดหม่นกว่าผลงานที่ผ่านมาของเรา แต่ก็ยังคงมีในส่วนของที่เป็นซิมโฟนิคและเอพิกซึ่งเราเคยทำมาด้วย เราโฟกัสหนักมากในส่วนของเสียงร้อง ซึ่งเราให้ Daniel ร้องหลายๆพาร์ทแล้วนำมาประกอบกันเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่แปลกใหม่ เช่นที่เห็นในเพลง Go your own way มันมีโซโลที่เจ๋งในเพลง Epitaph และเบสไลน์ที่ผมชอบมากในเพลง Through The Wind กับ The Tower Of Fears ผมคงพูดได้ไม่เต็มปากว่าเราเดินไปในทิศทางใหม่ แต่มันเป็นการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปต่างหาก

Q : คุณกลัวว่าแฟนเพลงจะลืมวงของคุณมั้ย เพราะว่าหายไปเป็นเวลานานเลย

Lorenzo : จะบอกว่า ผมเคยกลัวแบบนี้ ตอนออกอัลบัมชุดที่สอง Return To Reality นะ แต่มันก็ไม่เกิดขึ้นแฮะ ผมเลยมั่นใจว่าแฟนเพลงน่าจะยังจำ Pandaemonium ได้อยู่ ซึ่งหลังจากที่เราออกอัลบัม The Last Prayer ไป ก็ดูเหมือนว่าจะได้รับเสียงตอบกลับมาของแฟนๆเป็นอย่างดี ทั้งที่มันทิ้งห่างไปเป็นเวลานานแล้วก็ตาม ผมเชื่อว่าแฟนเ้พลงเมทัลภักดีต่อวงที่พวกเขาชอบและมักจดจำได้เป็นเวลานานด้วย เชื่อมั้ยว่าผมยังฟังวงเก่าๆในอดีตหลายๆวงอยู่เลยจนถึงตอนนี้

Q : หลังจากที่ผมได้ฟัง The Last Preyer แล้วผม รู้สึกว่ามันเป็นงานที่มืดหม่นกว่าที่ผ่านมาอยู่นะ เหมือนปกอัลบัมจะดูว่าเศร้าๆเีสียด้วย เอาจริงๆครั้งแรกที่ผมเห็นปกอัลบัมโดยที่ไม่ได้ดูโลโกของวง ผมนึกว่าเป็นอัลบัมของวงพวกดูมเมทัลเสียอีก ในอัลบัมชุดนี้มีคอนเซปอะไรอยู่บ้างครับ

Lorenzo : อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นนั่นแหละ อัลบัมนี้เราตั้งใจให้ออกมาหนักขึ้นและมืดหม่นขึ้น ที่เราเลือกแนวทางนี้เพราะเราเริ่มเบื่อพวกดนตรีที่มีความสุขสนุกสนานน่ะ เมโลดีหวานๆ คอรัสเพราะๆ นั่นก็เพราะมีหลายวงที่ทำมาเยอะแล้วในอดีต ดังนั้นหน้าปกมันเลยต้องไปในทิศทางนั้น ซึ่งภาพบนปกมันเกี่ยวกับความตายของนางฟ้าองค์สุดท้ายน่ะ และเนื่องจากเราออกอัลบัมในปี 2012  มันก็อาจจะสื่อได้ว่าเป็นจุดจบของโลกใบนี้ 

Q : และก็เป็นอีกครั้งที่ปกอัลบัมวาดโดย Diego Ferrarin ทำไมคุณถึงร่วมงานกับเขาอีกครั้ง และคุณให้คอนเซปในการทำงานกับเขาก่อนการวาดหรือเปล่า

Lorenzo : ที่เราเลือกเขาเพราะเราชอบผลงานมาก เขาเปรียบเสมือน Derek Riggs (คนวาดปก Iron Maiden) ของเราเลยนะ เราให้ไอเดียพื้นฐานกับเขาไปบ้าง เป็นต้นว่าภาพของนางฟ้าและคอนเซป เล้กน้อย ที่เหลือเขาจะเป็นคนวาดมันออกมาทั้งหมด

Q : ผลงานชุดที่ผ่านมาออกกับสังกัดของอิตาลีอย่าง Underground Symphony ทั้งหมด แต่ทำไมชุดนี้คุณเลือกที่จะเปลี่ยนสังกัดมาเป็น IceWarrior Records ซึ่งเป็นสังกัดเยอรมันครับ

Lorenzo : สัญญาของพวกเขากับ US มันหมดลงตั้งแต่ออกอัลบัม Return To Reality น่ะ และหลังจากนั้นเราก็มองหาสังกัดใหม่กัน Franko Strum (เ้จ้าของ IceWarrior) เป็นคนเสนอดีลในการทำอัลบัมนี้กับพวกเรา เราจึงตัดสินใจเซ็นสัญญากับเขา เราก็อยากลองทำงานกับสังกัดใหม่เหมือนกัน และใช่มันเป็นสังกัดเยอรมัน ผมว่าพวกเขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเรานะ

Q : Federico Ria (มือกลอง) ดูเหมือนว่าจะเป็นสมาชิกของวง Skylark ด้วยใช่ั้มั้ยครับ เขาทำอย่างไรถึงเล่นให้กับสองวงได้ 

Lorenzo : มันก็ไม่ยากสำหรับเขาหรอกนะ เพราะเอาจริงๆพวกเขาก็แทบไม่ได้เล่นสดเลย ดังนั้นมันก็ไม่มีปัญหาสำหรับเขาที่จะเล่นให้ทั้งสองวง ในอิตาลีไม่ค่อยมีคลับที่สามารถเล่นเพลงเฮฟวีเมทัลได้เท่าไหร่หรอก

Q : พูดถึงประวัติของวง ดูเหมือนพวกคุณเคยเล่น แธรช มาก่อน ที่จะเปลี่ยนมาเป็นเพาเวอร์เมทัลด้วย ทำไมคุณตัดสินใจยุบวง Mad Faith แล้วเปลี่ยนมาเป็นนีโอคลาสสิคเพาเวอร์เมทัลแบบ Pandaemonium ล่ะ

Lorenzo : โห คำถามนี้ มันต้องย้อนกลับไปในอดีตที่โคตรไกลเลยนะ ฮ่าๆ เราเปลี่ยนชื่อวงจาก Mad Faith มาเป็น Pandaemonium ในช่วงต้นยุค 90's สาเหตุที่เราเปลี่ยนเพราะว่าเราได้อิทธิผลมาจากบทกวีโบราณและเกมส์ รวมถึงสไตล์การร้องของ Daniel ด้วย แต่เอาจริงๆผมไม่ไ้ด้อยู่ในช่วงเวลานั้นหรอก ผมเข้าวงในปี 95 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรากลายมาเป็น Pandaemonium แล้ว ซึ่งตอนนั้นกระแสของดนตรีเอพิกเพาเวอร์เมทัล มันกำลังมาในแวดวงอันเดอร์กราวด์ จนในปี 96 เราก็ได้บันทึกเสียงเดโมแรก Sabbath Day นั่นทำให้เราได้เซ็นสัญญากับสังกัด Underground Symphony และออกอัลบัม …And The Runes Begin To Pray (1999) แต่แล้ว เราก็ต้องเสียสมาชิกไปถึง 3 คน ระหว่างโปรโมตอัลบัมนั้น ซึ่งผมกับ Daniel ก็ตัดสินใจว่าจะทำวงต่อไป และเราก็ได้ Steve มาร่วมวง จนออกมาเป็นอัลบัม Return To Reality (2005) และก้อัลบัมล่าสุดที่คุณได้ฟังนี่แหละ 

Q : ภาพปกเดโม Sabbath Day มันค่อนข้างโหดไปนิดสำหรับวงในแนวเพาเวอร์เมทัลหรือเปล่า คือมันเหมือนจะเป็นแบล็คเมทัลมากกว่า ตัวเพลงในเดโมนั้นมันเหมือนอัลบัมเต็มชุดแรกของวงหรือเปล่าครับ แล้วทำไมคุณถึงตัดสินใจเลือกหน้าปกนั้นล่ะ

Lorenzo : Sabbath Day มันเป็นงานเพาเวอร์เอพิก เหมือนกับอัลบัมเต็มของเรานั่นแหละ แต่มันค่อนข้างดุดันและหยาบกระด้างกว่ามาก อย่างเราแหละเดโมนั้นเราบันทึกเสียงมันในตอนที่เรายังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ถ้านายอยากฟังก็ลองเข้าไปที่มายสเปซของเรา www.myspace.com/pandaemoniumofficial มันจะมีเดโม Sabbath Day ให้ฟังด้วยนะ ส่วนเหตุผลที่เราใช้อาร์ตเวิร์กอันนั้น เพราะผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับบทเพลงของเรานะ และที่เราเลือกปกแบบขาวดำ เพราะว่ามันประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำปกน่ะ  ผมเข้าใจนะว่า ถ้าย้อนกลับมาดูในทุกวันนี้ มันคงแปลกๆอยู่ แต่คุณต้องเข้าใจว่าในเวลานั้นเพาเวอร์เมทัลมันยังไม่ได้ระบุลงลึกไปเป็นแนวเพลงที่ชัดเจน เราไม่รู้หรอกว่าปกนี้มันดูเป็นเพาเวอร์เมทัลหรือเปล่า เรารู้แค่ว่าเราชอบมันเท่านั้นเอง

Q : คุณมีแผนสำหรับอัลบัมใหม่แล้วหรือยังครับ ผมคงไม่ต้องรอไปอีก  6-7 ปีหรอกนะ ฮ่าๆๆ ล้อเล่นครับ

Lorenzo : ผมหวังว่าเราคงได้ออกอัลบัมใหม่เร็วๆนี้แหละ แต่ตอนนี้พวกเรามีโปรเจคที่จะทำในชุดใหม่อยู่ อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่เชื่อว่าไม่น่าผิดหวังแน่นอน 

Q : สุดท้ายแล้ว พูดอะไรกับเมทัลเฮดชาวไทยหน่อยครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักคุณนะ (แต่ตอนนี้คงเริ่มรู้จักบ้างแล้วล่ะ) ขอบคุณมากๆที่สัมภาษณ์กับเราครับ

Lorenzo : ขอบใจมากที่สนใจงานของพวกเรา ผมรู้ึสกดีใจมากนะที่คนจากประเทศห่างไกลออกไปอย่างไทย เคยฟังผลงานของเราด้วย ผมหวังว่าคุณจะชอบ The Last Prayer มันเป็นงานเพาเวอร์เมทัลเอพิกของแท้ เราเล่นออกมาด้วยความชอบของเราล้วนๆและเราเล่นมันออกมาก่อนที่มันจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างทุกวันนี้อีกด้วย หวังว่าคุณจะชอบและไม่ผิดหวัง

Cheers and STAY HEAVY!

Lorenzo Zirilli

On behalf of Pandaemonium

 

English Version

 

Q : First, this must be the question that you were asked all this time. What happened after released “Return to Reality”? Why does it take so long for releasing The Last Prayer?

Lorenzo : The main problem is that we all have day jobs and side projects, so we can’t focus on music 24 hours a day. Writing, pre-producing, recording an 11 track album can take a lot time if you can only do it in your spare time. That being said, I think we are also kind of lazy, so I promise that you won’t wait another seven year for our fourth album.

 

Q : The most surprised thing is Pandaemonium doesn’t change line-up. What is the secret to keep this line-up together?

Lorenzo : That is not exactly true, we changed line-up many times in the early years, although, it is true that the current line-up has been up for the last seven years, and the “writing-force” of Pandaemonium has been the same since 2001 (since then all music are written and arranged by me, Daniel and Steve). I think that the key in keeping the same line-up is to choose people who feel that music is s true passion and an important part of their life, not just a hobby.

 

Q : After almost 7 years of waiting, you present the fans with third album “The Last Prayer”. How can the fan of Pandaemonium expect from the new album? Is there a different direction from your previous?

Lorenzo : I think “The Last Prayer” is undoubtedly a much more mature album, it features many influences, from folk to black metal, is darker and heavier than the ones we written before, but it still maintain our symphonic and epic style. We did a lot of work in the “vocal department”, we used every side of Daniel’s voice to create different atmosphere throughout the songs (check out “Go your own way” for an example), there are lots of great solo from Steve (e.g. “Epitaph”) and also some bass-lines that I’m very proud of (“Through The Wind” – “The Tower Of Fears”). I can’t say we took a new direction, but we definitely tried to further develop our own recognizable sound in the power-epic metal scene.

 

Q : Do you afraid that the fans might forget Pandaemonium? Since you’ve been gone for so long

Lorenzo : I have to say we were pretty afraid of that before releasing our second album, “Return To Reality”, but that didn’t happen, so we were pretty confident that people would still remember Pandaemonium also this time. In fact after the release of “The Last Prayer” we found lots of interest and affection from our fans, even though lots of time have passed since “Return To Reality”. You know, heavy metal fans are very loyal and have a good memory, in fact, I think we all still listen to album that were released decades ago!

 

Q : After I listen to Last Prayer, I think this album is quite darker than the previous one and also cover art is look sad. For the first time I saw it, without seeing Pandaemonium logo, I thought this is doom metal band released. What is the concept behind Last Prayer?

Lorenzo : As I said before the album is, in fact, meant to be heavier and darker. I think we chose this path because we were all pretty bored of “happy go-lucky” melodies and cheerful chorus because too many bands abused them in the past years. The art-work went the same way, we decided to fit the album atmosphere with a depiction of the last fairy dying in the hands of our minstrel. Since we released the album in 2012, I guess it all fits the end-of-the-world vibe we’re feeling these days.

 

Q : Once again the artwork was done by Diego Ferrarin. Why did you choose him again? Did you give him some main ideas before he painted?

Lorenzo : We chose Diego because we love his work, it’s like our Derek Riggs (Iron Maiden cover designer). We also like to put some recurring elements in our cover, like the minstrel and the fairies so that they are all linked to each other. We gave him just a basic idea of the scene we wanted depicted, and left him free space, he’s a true artist after all!

 

Q : All of your previous album were released via Underground Symphony. Why did you change the label for this album? IceWarrior Records is in German right?

Lorenzo : Our deal with Underground Symphony expired after the release of “Return To Reality”, after that we started looking for a new label. Franko Strum (head of IceWarrior Records) offered to publish our album and we decided to work with him, we wanted to try something new with a foreign label (yeah, it’s German). I think it was a good choice.

 

Q : Federico Ria is also in Skylark. How does he manage to play in both bands?

Lorenzo : It’s not very hard for him ‘cause we don’t play live very much, so he can manage both bands. Unfortunately, in Italy there aren’t many clubs where you can play heavy metal.

 

Q : Speak out the band’s history, I heard that you guys were like Thrasher before. Why did you decide to put an end to Mad Faith and forming Pandaemonium with Power Metal/Neo-classical and folk direction?

Lorenzo : This question really bring us to a far away past! Mad Faith changed into Pandaemonium in the early nineties, they decided to change the style because they were growingly inspired by fantasy literature and role playing game, and also because of the vocal style of Daniel. I entered the band in 1995, at that time Pandaemonium were already a well known power-epic metal piece in the underground scene. In 1996 we record our first demo, “Sabbath Day”, that led to the deal with Underground Symphony and to the release of “…And The Runes Begin To Pray”, in 1999. After promoting “Runes” three members of the band left, but Daniel and I decided to keep going, Steve joined and we started working on our second album, “c]h;mew,86I57’”, that were released only in 2005. After promoting “Return” we started writing “The Last Prayer”, and after some other years, here we are”

 

Q : Your first demo “Sabbath Day” looked so evil, like some black metal released, I didn’t hear what it sound. Does it sound like Pandaemonium first album? I mean the direction on that demo is a Power Metal? And so why did you use that artwork?

Lorenzo : “Sabbath Day” is power epic metal, it sounds almost like “Runes”, it is a bit more aggressive and raw because we recorded it with no-metronome and we were less experienced. If you’re curious, on our myspace page (www.myspace.com/pandaemoniumofficial) you can listen to the demo-version of “Sabbath Day”.

We used that artwork because we felt like it related to the song, we chose black and white to save money on the printing. I know today it may look odd, but at that time power metal was not a codified genre, so we didn’t know what was power-metal and what was not, we just did what we liked!

 

Q : Do you have a plan for releasing forth album in nearly future? Of Do we have to wait like 6-7 years again? (just kidding)

Lorenzo : I hope we will be able to release the next album sooner. We have a big project in mind, so even if it will take a long time, I promise it will be worthy!

 

Q : Last word to us, please say something to the Thai fans and people who haven’t know Pandaemonium yet. Thank you so much for interview with us.

Lorenzo : Hi guys! We are honored for your interest, it give us a great pleasure thinking that our music has come even to you! I hope you enjoy “The Last Prayer”, it’s a true power epic metal album, we play our music from the heart and with true passion, in fact, we played this kind of metal before it was even popular! So you may like it or not, but with Pandaemonium you get the real deal!

Cheers and STAY HEAVY!

 

Lorenzo Zirilli

On behalf of Pandaemonium

Comment

Comment:

Tweet

Recommend